วันเสาร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2562

วิเคราะห์บทความ : เทคโนโลยีการศึกษากับครูไทยในศตวรรษที่ ๒๑


ปัจจุบันสังคม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกล้วนเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา  รวมถึงเรื่องของการเรียนที่มีกระบวนการที่ไม่มั่นคงมากนัก ซึ่งนอกจากนักเรียนที่สำคัญต่อเหตุการณ์นี้ ยังมีบุคคลที่สำคัญและควรพัฒนาตนเองให้ทันยุคสมัยก็คือ ครู  เพราะครูเป็นผู้มอบความรู้ มอบความเข้าใจในเรื่องต่าง ๆ ให้กับเด็ก และในการสอนเด็กสำหรับครูในยุคสมัยนี้นั้น ก็ควรเน้นกระยวนการทั้ง ๔ ด้านให้เกิดขึ้นหรือให้กระบวนการเหล่านั้นเกิดขึ้นในตัวเด็ก ซึ่งกระบวนการเหล่านั้นมีดังนี้ ประการที่หนึ่ง การเน้นและการสอนให้เด็กมีความรู้ในตนเอง เพื่อให้เด็กสามารถรับรู้สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันได้ ประการต่อมา คือ เน้นให้เด็กมีความคิดในตนเอง เพื่อให้เด็กนั้นสามารถวิเคราะห์หรือคิดแก้ไขปัญหากับสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวเด็ก ประการที่สาม เน้นเรื่องของความรู้สึกเพื่อให้เด็กเข้าใจความรู้สึกของตนเอง และมีสติรู้ตัวตลอดเวลาว่าขณะนั้น เด็กมีความรู้สึกอย่างไร และประการสุดท้าย คือ อารมณ์ การเน้นการสอนเรื่องอารมณ์ให้กับเด็กค่อนข้างที่จะสามารถทำให้เด็กระงับอารมณ์ของตนได้และอาจจะทำให้เด็กไม่ทำอะไรวู่วามเมื่อเราเน้นกระบวนการเหล่านี้ให้กับนักเรียนได้แล้วเราก็จะสามารถเข้าใจและเข้าถึงนักเรียนได้มากขึ้น 

นอกจากจะเข้าถึงเด็กแล้วครูยังต้องเข้าถึงและทำความเข้าใจในตัวของบุคคลรอบข้างของนักเรียนได้ด้วย เพราะครูในสมัยนี้ คนส่วนมากจะมองว่าครูไม่มีคุณภาพ เพราะปัจจุบันไม่ได้มีสถาบันที่มีไว้ผลิตครูโดยตรง และผู้ปกครองของเด็กยังคิดว่าหลักสูตรที่ครูเรียนหรือจบมา ยังล้าสมัยอยู่ ดังนั้นสถาบันหลาย ๆ สถาบันหรือตัวของครูเองก็ต้องปรับเปลี่ยนหลักสูรในการเรียนการสอนเพื่อเตรียมตัวรวมถึงเพื่อพัฒนาตัวของครูเอง ซึ่งการพัฒนาครูเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะเมื่อครูมีการพัฒนาสำหรับการสอนที่พร้อมนักเรียนก็จะมีความรู้ที่ดีและพร้อมปรับใช้ในสังคมได้

และนอกจากนี้ก็ยังมีการพัฒนาการศึกษาหลายประการดังต่อไปนี้ ประการที่หนึ่ง การเตรียมพร้อม อุปกรณ์สื่อ คอมพิวเตอร์ เพื่อให้นักเรียนได้รับความรู้อย่างเต็มรูปแบบมากยิ่งขึ้นและรู้อย่างกว้างขวาง ประการที่สอง การพัฒนาโครงข่ายโทรคมนาคมเพื่อการที่มีการเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างสถานศึกษากับสพฐ. และประการสุดท้าย คือ การพัฒนาสื่อในรูปแบบอิเล็กทรอนิคส์ เพื่อให้นักเรียนได้รับสื่อการสอนที่มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้นและสะดวกต่อการใช้งานมากยิ่งขึ้น 

สำหรับครูไทยในอนาคตนั้น ต้องเป็นครูที่รู้เท่าทันทุกสถานการณ์ มีการพัฒนาตนเองในการใช้เทคโนโลยี และสามารถฝึกให้เด็กใช้เทคโนโลยีได้ เพราะในปัจจุบันนี้รวมถึงอนาคต นักเรียนสามารถเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ จากนอกห้องเรียนได้ ในรูปแบบหลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ จาก อินเตอร์เน็ต และการสืบค้นความรู้ที่มีสามารถศึกษาได้จากนอกห้องเรียนนั้น นักเรียนอาจจะได้รับความรู้ที่ผิดมาก็ได้ ครูถึงต้องรู้เท่าทันเด็กเพื่อแก้ไขข้อมูลที่ผิดที่เด็กได้รับมา  และการสอนในอนาคตนั้นจะเน้นให้ผู้เรียนเป็นผู้ศึกษาความรู้ด้วยตนเอง มากกว่าการรับการถ่ายทอดความรู้จากครูผู้สอน

การศึกษาที่เปลี่ยนไปทำให้ครูต้องพัฒนาตนเองในเรื่องของการเรียนเรียนรู้เทคโนโลยี การผลิตสื่อ รวมถึงพัฒนาเนื้อหาการสอนให้มากขึ้น แต่ทุกอย่างก็ไม่ได้มีความสบาย เพราะคณะผู้ทำวิจัยนั้นยังพบปัญหาและอุปสรรคของครูในการพัฒนาตัวเองและการสอนนักเรียนอีกด้วย ซึ่งปัจจัยที่เป็นอุปสรรคของครูคือ การมีหน้าที่นอกเหนือจากการสอนนักเรียน เพราระ สำหรับโรงเรียนที่มีครูน้อย และยังมีฝ่ายต่าง ๆ มากมาย เช่น การเตรียมงานเตรียมสถานที่จัดงานต่าง ๆ การทำงานฝ่ายวิชาการหรือฝ่าย ๆ อื่น ๆ ควบคู่ไปกับการสอน ทำให้ครูมีเวลาในการเตรียมตัวและการเตรียมการสอนน้อย  ประการต่อมา คือ จำนวนครูไม่เพียงพอ สามารถพบเห็นได้ในหายโรงเรียนเล็ก ทำให้ครูต้องไปสอนในชั้นเรียนที่ไม่ตรงกับคุณวุฒิของตน ทำให้ต้องศึกษาเรื่องที่ต้องสอนเด็กในชั้นนั้น ๆ แต่การหาข้อมูลด้วยตนเอง แน่นอนว่านักเรียนจะได้รับความรู้ที่ไม่มีความแม่นยำนัก ประการสุดท้าย คือ การขาดทักษะด้านไอซีที โดยครูจำนวนมากยังขาดทักษะด้านนี้และอาจส่งผลให้ช่องทางในการหาความรู้ของครูมีน้อยกว่าช่องทางการหาความรู้ของนักเรียนก็ได้


สรุปได้ว่า ครูในยุคสมัยใหม่อาจจะไม่ใช่คนที่เรียกได้ว่าเป็นคนที่นำความรู้ให้แก่เด็กแต่เป็นผู้ที่คอยแนะนำหรือให้คำปรึกษาแก่เด็กในการใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ แทน แต่สำหรับดิฉันไม่เห็นด้วยกับบทความข้างต้นเพราะ ถึงเทคโนโลยีจะเปลี่ยนไปมาหรือน้อยเพียงใด คนเป็นครูก็ต้องทำหน้าที่เดิมเหมือนแต่ก่อนมาก็คือ การมอบความรู้ความเข้าใจให้แก่นักเรียนและนักเรียนในอนาคตเรื่องบางเรื่องก็ต้องพึ่งตำราจากครูอยู่ดี


วันเสาร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2562


บทวิเคราะห์ : เทคโนโลยีกับการเรียนรู้ตลอดชีวิตของครู
       
การสอนการศึกษาของครูในปัจจุบัน สิ่งที่ต้องให้ความสนใจและต้องเร่งศึกษาวิธีการสอนให้แม่นยำและดีที่สุดคือ การศึกษาในศตวรรษที่ ๒๑ ซึ่งการศึกษาในศตวรรษที่ ๒๑ นั้น เป็นยุคที่ไม่สามารถใช้การสอนให้เด็กนักเรียนสามารถเรียนรู้และเข้าใจได้โดยใช้ปากเปล่า เพราะ ในปัจจุบันนอกจากการสอนหรือการท่องเพื่อให้เด็กจำนั้น มีองค์ประกอบที่เป็นสื่อ หรือ เทคโนโลยีสารสนเทศมาประกอบด้วย เพื่อให้มีการควบคู่กับนวัตกรรมในปัจจุบัน และนอกจากจะคำนึงถึงความทันสมัยแล้ว เด็กนักเรียนก็จะมีความเข้าใจในการเรียนมากยิ่งขึ้น จากสื่อ หรือ วิดีโอที่ครูนำไประกอบการสอนด้วย เพราะจะทำให้เด็กเห็นภาพของตัวอย่างของเนื้อหารการเรียนมากยิ่งขึ้น
        
       การสอนใน ศตวรรษที่ ๒๑ นั้น นอกจากจะให้เด็กเป็นฝ่ายศึกษาอย่างเดียวนั้น ครูก็ต้องทำการศึกษาเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีควบคู่ไปด้วย โดยการศึกษาของครู ก็คือการพัฒนาการสอนของตนเอง การฝึกฝนตนเองในการใช้สื่อประกอบการสอน รวมถึงการหาคำอธิบายความรู้รอบตัวสำหรับเหตุการณ์บ้านเมืองต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้ โดยการศึกษาของครูนั้นต้องศึกษาเป็นขั้นเป็นตอน ตั้งแต่ปัจจุบันไปยังอนาคต ศึกษาไปเรื่อย ๆ จนหมดลมหายใจ และในปัจจุบันความรู้ที่นักเรียนได้จากครูนั้นก็ยังไม่เต็มที่มากนักเพราะ ถึงเวลาเรียนของเด็กจะเยอะแต่จำนวนวิชาเรียนนั้นก็มีมากเกินไปเฉลี่ยแล้วได้เรียนวิชาละไม่กี่ชั่วโมง นอกจากนี้ก็ต้องงดเรียนเพราะครูมีอบรม หัวข้อในการอบรมในบางครั้งก็ไม่มีความจำเป็นในการนำมาดำเนินการสอนของครู และบางหัวข้ออบรมก็ไม่ใช่หัวข้อที่ครูหลาย ๆ คนให้ความสนใจ ถ้าจะมีการอบรมจริง ๆ นั้น ควรเป็นการอบรมในเรื่อง การพัฒนาการสอนในยุคใหม่ การพัฒนาการใช้สื่อการสอน กลยุทธ์การฝึกครูให้มีประสบการณ์ เป็นต้น

ซึ่งการฝึกฝนครูให้มีประสบการณ์ ก็มีกลยุทธ์ต่าง ๆ ดังนี้ ประการแรก การใช้โครงสร้างพื้นฐานที่ทุกคนสามารถเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลาและทุกช่วงอายุ เพราะถ้าข้อมูลเจาะจงไปที่อายุใดอายุหนึ่ง และถ้าคนกลุ่มอื่นนั้นต้องการที่จะศึกษาก็ไม่อาจจะเข้าใจสื่อการสอนนั้นได้ ประการต่อมา การสร้างการเรียนรู้ว่า ทำไม เราจึงต้องเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้การทำงานยุคใหม่ เพราะถ้าเรารับรู้ว่าเทคโนโลยีมีความสำคัญมากน้อยแค่ไหนในปัจจุบันเราก็สามารถตระหนักและเร่งการเรียนรู้และการทำความเข้าใจในการใช้เทคโนโลยีได้ ประการที่สาม การจัดกิจกรรมเทคโนโลยีที่ไม่ซับซ้อน และตอบสนองความชอบของครูที่มีทัศนคติที่ไม่เป็นมิตรกับเทคโนโลยี เพื่อสร้างทัศนคติทางบวกที่ครูเหล่านั้นมีต่อเทคโนโลยีมากยิ่งขึ้น และประการสุดท้าย หน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาครูอาจกระตุ้นให้ครูมีความตระหนักมากยิ่งขึ้นและเร่งขวนขวายความรู้สำหรับการใช้เทคโนโลยี

และจากแนวทางการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับครูแล้ว ก็ยังมีอุปสรรคเกิดขึ้น หลายประการ ดังนี้ ประการที่หนึ่ง การเข้าถึงการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่อาจจะเข้าถึงยากสำหรับครูที่อายุมากหรือครูสูงอายุ เพราะ เป็นเทคโนโลยีที่ผู้สูงอายุเรียนรู้ด้วยตนเองได้ยาก ทำให้เกิดความท้อถอยและเหนื่อยใจที่จะศึกษาและใช้เทคโนโลยีนั้น ๆ ประการที่สอง การใช้คีย์เวิร์ดในการค้นหาความรู้ที่ไม่ครอบคลุม อาจจะทำให้ไม่สามารถได้รับความรู้ที่ต้องการจะค้นหาได้ หรืออาจจะได้รับความรู้ที่ผิดและเอาไปใช้สอนเด็กแบบผิด ๆ ได้


ในศตวรรษที่ ๒๑ เทคโนโลยีสารสนเทศจำเป็นอย่างมากในการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพราะนอกจากจะได้ความรู้ในทุ ๆ เรืองแล้วยังได้ความรู้และความคิกเห็นในเรื่องต่าง ๆ ที่หลากหลาย และยังสามารถเอาข้อมูลความรู้รวมถึงการให้เหตุผลในเรื่องต่าง ๆ มาเปรียบเทียบกันได้ว่า เรื่องไหนมีเหตุผลที่มีน้ำหนักมากกว่าและส่อไปในทางความเป็นจริง เพราะเหตุนี้ ครูจึงจำเป็นต้องศึกษากรใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศมากยิ่งขึ้น เพื่อประโยชน์ต่อตัวครูเอง และประโยชน์ต่อนักเรียนทุกคน